การพยายามรักษาศีลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และจะดีที่สุด หากถือศีลไว้ตลอดเวลา ซึ่ง ศีล แปลว่า ปกติ เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังรักษาให้เหมาะสมตามเพศและฐานะ และมีหลายระดับแต่บุคคลธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ขอให้บำเพ็ญศีล 5 อันเป็นศีลประจำของ มนุษย์ให้ได้ ก็นับว่า ยอดเยี่ยมและประเสริฐแล้ว

ศีล 5 ประกอบไปด้วย การละเว้นจากการตัดชีวิต (
ปาณาติปาตา เวระมณี) การละเว้นจากการลักทรัยพ์ ( อะทินนาทานา เวระมณี)
เว้นจากการผิดประเวณีใด ๆ ( กาเมสุมิฉาจารา เวระมณี) เว้นจากการพูดโกหก (
มุสาวาทา เวระมณี) และเว้นจากการเสพของมึนเมาให้โทษ (
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมณี)





คำว่า มนุษย์แปลว่า ผู้ที่มีน้ำใจอันประเสริฐ คุณธรรมปกติของมนุษย์เราจึง เป็น ศีล 5 ในสมัยพุทธกาลคนถือ ศีล 5 กันเป็นปกติและเป็นมนุษยธรรมส่วนหนึ่งที่คนเราทุกคนจะขาดไม่ได้เลย ไม่เช่นนั้นก็จะดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างยากลำบาก
หากต้องการนำสิ่งที่เป็นสิริมงคลเข้าหาตัวมาก ๆ ศีลที่เรารักษาได้ ก็จะเป็นพลังให้เราดูดซับสิ่งดี ๆทั้งหลายเข้ามาได้เช่นกัน เมื่อ รักษา
ศีล ได้ 1 วัน เราก็ได้สิริมงคล คุณความดี บารมี เพิ่มมาอีก 1 วัน
หากกระทำได้นานเท่าใด ก็เป็นโอกาสให้ของดี ๆเข้ามาหาตัวได้มากขึ้นเท่านั้น
ซึ่ง ผู้ที่เจริญศีลจนถึงขั้นสูงแล้ว จะไม่ยอมแม้กระทั่งแลกด้วยชีวิตหาก
ต้องให้เกิดการ ?ศีลขาด? หรือ ผิดศีล

ศีล นั้นเป็นความเพียรพยายามที่จะระงับ การเกิดกฎแห่งกรรมในทางที่ไม่ดี (อกุศลกรรม)
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบไม่ให้เกิดขึ้น กิเลสนั้น
เสมือนของสกปรกที่จะเข้ามาจับยึดตัวเราที่เหมือนฟองน้ำได้ตลอดเวลาหากเรา
ปล่อยใจล่องลอยไปกับกิเลสโดยไม่มีศีลมาคอยล้าง
ศีลจึงเป็นบาทฐานกำลังที่สำคัญที่จะนำเราไปสู่ความเป็นสิริมงคลทั้งหลาย
เปรียบเสมือนเราเคยเป็นฟองน้ำที่สกปรกดำด้วยคราบต่าง ๆ ของกิเลสแล้ว
มีศีลบริสุทธิ์มาชะล้างให้เราสะอาด พร้อมจะดูดซับสิ่งดี ๆ
เข้าตัวได้ไม่จำกัด เราเองจึงต้องพยายามรักษาศีลให้ได้อย่างนั้น
รักศีลให้พอๆ กับรักชีวิต
เมื่อทำได้ก็จะเกิดความมั่นใจในการสร้างอำนาจและพลังแห่งความดี ได้มากขึ้น
เราก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้นและความเป็นสิริมงคลก็จะเข้ามาหาได้ง่ายขึ้น
นั่นเอง